ทหารตุรกีดูแลเด็กกำพร้าในสงครามเกาหลี หลังพรากจากกันหลายสิบปี ทั้งคู่ก็ได้พบหน้ากันอีกครั้ง

ต้นศตวรรษที่ 20 เกิดสงครามใหญ่น้อยบนโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครอบครัวมากมายต้องกระจัดกระจายพลัดพราก เมื่อนายทหารตุรกีนายหนึ่งไปร่วมรบที่สงครามเกาหลี เขาได้รับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เกิดจากสงครามไว้หนึ่งคน พ่อลูกต้องพลัดพรากจากกันยาวนาน ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสกลับมาพบกันใหม่

        ▼ ภาพยนตร์ตุรกีเรื่อง Ayla : The Daughter of War สร้างจากเรื่องจริง โดยที่มาของเรื่องเกิดขึ้นในสมัยสงครามเกาหลีในปี 1950 พ่อแม่ของเด็กหญิงชาวเกาหลีเหนืออายุ 5 ปีเสียชีวิตในสงคราม หนูน้อยเดินอยู่ตามลำพังในสนามรบท่ามกลางไฟลุกไหม้ สองข้างทางเต็มไปด้วยเลือดและซากศพ เพราะอิทธิพลจากสงครามและการตายของพ่อแม่ทำให้หนูน้อยลืมชื่อจริงของตัวเองไป

        ▼ ในเวลาเดียวกันตุรกีส่งทหาร 15,000 นายไปยังประเทศทางตะวันออกที่ไกลออกไป ซึ่งหนึ่งในนั้นมี Süleyman ด้วย เขาบอกลาคู่หมั้น ไปร่วมทำสงครามกับเพื่อนที่เกาหลี Süleyman มีหน้าที่ซ่อมรถยนต์ และเครื่องจักรในกองทัพ พวกเขาโดนโจมตีโดยกองทัพชาวจีน Süleyman และเพื่อนทำได้แค่หนีไปที่ฐานทัพของอเมริกา และในคืนนั้น เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอเด็กหญิง

 

        เด็กหญิงวัย 5 ขวบยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางลมหนาว อย่างหวาดวิตก Süleyman ผู้ใจดีรีบอุ้มเธอเข้าไปในรถพากลับไปที่ค่าย และเรียกเธอว่า Ayla ในภาษาตุรกีแปลว่าพระจันทร์ และดูเหมือนว่า Ayla ก็เป็นเหมือนแสงจันทร์ของทหารกลุ่มนี้

 ▼ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่เข้าใจภาษาของกันและกัน Ayla น้อยก็ยังเติบโตมาด้วยการดูแลของทหารอย่าง Süleyman หนูน้อยเปิดใจให้เขาและเรียกเขาว่า baba ซึ่งแปลว่าพ่อ ต่อมา Ayla เรียนรู้ภาษาตุรกีเล็กน้อย และกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนเกาหลีเหนือและคนตุรกี (ภาพจากภาพยนตร์)

 ▼ Ayla เป็นเหมือนสถานที่บริสุทธิ์ในสงครามที่โหดเหี้ยมนี้ Süleyman กับเพื่อนๆของเขาถ่ายรูปกับ Ayla เอาไว้จำนวนมาก สองคนกลายเป็นเหมือนพ่อลูกจริงๆ ปี 1953 สงครามสิ้นสุดลง Süleyman ได้รับคำสั่งให้กลับประเทศ เขาไม่อยากแยกจาก Ayla แต่คำสั่งในตอนนั้นเขาไม่สามารถพาเด็กหญิงกลับไปด้วยได้

 ▼ Süleyman ไม่อยากทิ้ง Ayla ให้ต้องอยู่ในเกาหลีเหนือที่ยังล้าหลังและยากจนตามลำพัง เขาจึงเตรียมลังขนาดใหญ่ ข้างในใส่ขนมปังและน้ำเอาไว้ แล้วให้ Ayla เข้าไปแอบในนั้น Süleyman เอาลังไปที่ท่าเรือ เตรียมพา Ayla ขึ้นเรือ พากลับไปใช้ชีวิตที่ตุรกีด้วยกัน (ภาพจากภาพยนตร์)

  ▼ แต่กล่องที่ Ayla ซ่อนตัวอยู่ก็ถูกค้นพบอย่างรวดเร็ว พวกเขาถูกบังคับให้แยกจากกัน Süleyman ผู้ที่อุทิศชีวิตเพื่อประเทศต้องกลับตุรกีตามลำพัง ส่วน Ayla ถูกส่งตัวไปที่ Ankara School ที่รับดูแลเด็กกำพร้าจากสงคราม

        ▼ เวลาผ่านไป ปี 2010 เป็นปีครบรอบ 60 ปีของสงครามเกาหลี Süleyman กลายเป็นชายชราวัย 85 ปี ในเวลาที่ผ่านมา เขาคิดถึงลูกสาวที่เกาหลีมาโดยตลอด เขาสวดอ้อนวอนต่ออัลเลาะห์เพื่อขอให้เธอเติบโตมาอย่างแข็งแรง และมีความสุข

        ▼ Süleyman ในวัยชรารู้ว่า โอกาสที่จะได้พบ Ayla อีกครั้งมีน้อยมาก แต่เขาก็ยังมีความตั้งใจที่จะได้พบเธออีกครั้ง ขณะสถานีโทรทัศน์หลักสามแห่งของเกาหลีใต้ MBC กำลังถ่ายทำสารคดีสงครามเกาหลี ได้รับคำร้องขอร้องจาก Süleyman แต่เบาะแสเดียวที่มีคือชื่อ Ayla ซึ่งแม้แต่ชื่อเกาหลีก็ยังไม่รู้ ทำให้เป็นการยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

        สถานีโทรทัศน์ติดต่อไปหานักเรียนของ Ankara School บางคนได้ และแน่ใจว่าคนไม่น้อยเคยได้ยินชื่อของ Ayla แต่รู้เพียงว่าเธอเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่เป็นที่ชื่นชอบของนายทหารตุรกี แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน บวกกับปี 1979 Ankara School ถูกไฟไหม้ ข้อมูลจำนวนมากถูกเผาไป ทำให้เบาะแสทั้งหมดหายไปที่นี่

        แต่หลังการสอบถาม ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับเด็กกำพร้าชื่อนายชอยดองนัม (최동남)จากคำบอกเล่าของเขา ตอนนั้น Ayla สนิทกับพี่สาวของเขามาก ต่อมาก็ย้ายไปโซลด้วยกัน โดยที่ตอนอยู่ที่Ankara School Ayla ก็ได้ชื่อใหม่ว่า คิมอึนจา ซึ่งเป็นชื่อที่สามในชีวิตเธอ หลังจากคิมอึนจาย้ายไปโซล ก็ค่อยๆห่างจากพี่สาวของชอยดองนัมไป จนขาดการติดต่อกัน

        หลังจากหลายเดือนของการค้นหาโดยสถานีโทรทัศน์ ก็พบว่าตอนนี้คิมอึนจาอาศัยอยู่ที่อินชอน และมีลูกชาย 1 คน ลูกสาว 1 คน

        ▼สถานีโทรทัศน์หาที่อยู่ของคิมอึนจาพบ แล้วเอารูปขาวดำหลายใบที่ถ่ายไว้ในตอนนั้นให้เธอดู เธอมองเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ในภาพถ่าย แล้วบอกว่า “ที่แท้นี่คือฉันเอง…” ไม่นาน เธอก็น้ำตาไหลพราก “สำหรับฉันแล้ว พ่ออยู่แค่ในความฝันของฉันเท่านั้น ฉันตามหาเขามาหลายสิบปี ….ที่แท้พ่อก็ตามหาฉันเหมือนกัน”

        ที่แท้คิมอึนจาก็แต่งงานมีลูกตั้งแต่อายุ 24 ปี แต่หลังจากนั้นสามีก็ประสบอุบัติเหตุจากไป ทิ้งให้เธอต้องเลี้ยงดูลูกตามลำพัง ตอนนี้เธอกลายเป็นอาม่าแล้ว ตอนที่ Süleyman มาร่วมงานพิธีรำลึกถึงสงครามเกาหลี สถานีโทรทัศน์ได้จัดให้ทั้งสองได้พบกัน

        ▼ ก่อนที่คิมอึนจาจะมาพบ Süleyman เธอซื้อชุดสูทมาให้เขาด้วยเพื่อเป็นของขวัญ ส่วน Süleyman ก็เตรียมขนมจากตุรกีมาฝาก และยังมีเงินอีกจำนวนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าผ่านมา 60 ปี ในใจของ Süleyman  คิมอึนจายังเป็นลูกสาวตัวน้อยของเขาเสมอ วันที่ได้พบหน้ากัน คนสองคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดไม่เพียงกอดกันแน่น พวกเขายังร้องไห้โฮ คิมอึนจาร้องเสียงดัง : “Baba”

 

        ▼ ทั้งสองคุยกันเรื่องในอดีต แม้ว่าตอนนั้นคิมอึนจาจะยังเด็กมาก แต่เธอยังจำได้ที่ Süleyman เอาผ้าห่มมาทำเป็นเสื้อคลุมให้เธอ แถมไม่ว่างานจะยุ่งขนาดไหน ก็จะหาเวลามาป้อนขนมปัง ป้อนนมเธอ เธอขอบคุณทั้งน้ำตา “ไม่มี Baba ก็ไม่มีฉันในวันนี้”

        ▼ Süleyman พาครอบครัวจากตุรกีเดินทางมาด้วยกัน คิมอึนจาก็พาหลานชายหลานสาวมาด้วย เมื่อได้มาเจอใบหน้าที่คล้าย “Ayla ”  ในตอนนั้นอีกครั้ง Süleyman ก็ยิ้มไม่หุบ Ayla ที่เขารักและหวงแหน ตอนนี้มีชีวิตที่มีความสุขแล้ว

.

        ▼ ปี 2017 Süleyman ป่วยหนัก คิมอึนจารีบเดินทางไปหาที่ตุรกี ก่อนที่จะจากไป Süleyman จำได้ว่า : “ในฐานะที่เป็นคน ในฐานะที่เป็นพ่อ ผมคิดและสวดอ้อนวอนอยู่เสมอให้ Ayla มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ”  คิมอึนจากุมมือ “Baba” แน่น หลั่งน้ำตาเพื่อบอกลา

        ▼ นี่เป็นเรื่องจริงของ Ayla: The Daughter of War มาดูเทรลเลอร์กันเลย

 

คลิปเปิดไม่ออก >>> กดตรงนี้ คลิ๊ก !!!! <<<

        แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงแค่ไม่กี่ปีที่อยู่ด้วยกัน แต่ในสงครามที่รุนแรง ความสัมพันธ์พ่อลูกของพวกเขาก้าวข้ามคำว่าเชื้อชาติ และดินแดน โชคดีที่สุดท้ายพวกเขาก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง

แปลและเรียบเรียงโดย LIEKR